วันวิบัติอสูรกายถล่มโลก สร้างเอกลักษณ์ให้พลอตหนังสัตว์ประหลาดเข้าสู่แนวทางใหม่ๆด้วยลีลาการเล่าเรื่องสมจริง ไม่บอกกล่าวว่าสัตว์ประหลาดมาทำไมและยังไง ไม่มีใครรู้ว่าจะหยุดมันด้วยวิธีไหน มีเพียงการจับเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยมุมกล้องแทนสายตาจากประชาชนตาดำๆ มันคือเกมการเอาตัวรอดที่คุณต้องลุ้นระทึก ซึ่งภาพสุดท้ายที่บันทึกไว้คือหายนะ!!
รับกันดีกับปัจจุบันซึ่งเจริญรุ่งเรือง(หรือเปล่า?)กับวัฒนธรรมเห่อคลิป เห่อโฮมวีดีโอ เพราะราคาฮาร์ดแวร์ก็อยู่ในราคาเอื้อมถึง กล้องวีดีโอหรือ โทรศัพท์มีกล้องในตัวใครๆก็เป็นเจ้าของได้ ฉะนั้นเหตุการณ์สำคัญย่อมถูกบันทึกไว้ ถ้าสัตว์ประหลาดบุกหมู่บ้านผม ด้วยจิตวิญญาณของตากล้องคงต้องคว้ากล้องไปเก็บภาพแน่
จากตากล้องจำเป็นในงานเลี้ยงอำลาพี่ชายของเพื่อน ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะกลายเป็นตากล้องสงครามไปในทันที เมื่อสัตว์ประหลาดตัวใหญ่ไม่แพ้ก็อดซิลล่าบุกเมืองแมนฮัตตัน มันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก เสียงกรีดร้อง บ้านเมืองพังทลาย ความเสียหายประมาณค่ามิได้ มันคือความเขย่าขวัญที่สุดเท่าที่เคยมีมา และสิ่งที่คุณจะได้ดูต่อไปนี้คือเทปวีดีโอซึ่งผู้อยู่ในเหตุการณ์บันทึกไว้
เป็นหนังสัตว์ประหลาดสุดสร้างสรรค์ในนาทีนี้ สองปีก่อนเรามี The Host หนังสัตว์ประหลาดสัญชาติเกาหลีให้ยกนิ้ว เมื่อเร็วๆนี้ก็มีหุ่นยักษ์แปลงร่างได้ ตามติดด้วย D - WAR (ขนาดเริ่มใกล้เคียงกับ CLOVERFIELD) ยังไม่นับสัตว์ประหลาดตัวเล็กพิษเยอะอย่างเอเลี่ยน และพรีเดเตอร์ ฯลฯ หนังทำนองนี้จะมีมาให้ดูกันอีกไม่จบไม่สิ้น จึงอยู่ที่ผู้สร้างต้องงัดความกล้าที่จะฉีกแนว CLOVERFIELD ทำสำเร็จครับ หนังมีทั้งความเวอร์และบ้า อย่างฉากเทพีเสรีภาพหัวหลุดน่ะเป็นอะไรที่สุดโต่งแล้ว สัตว์ประหลาดยักษ์ที่หนังกั๊กไว้ก็น่าเกลียดน่ากลัว(รูปร่างหน้าตาเหมือนออกมาจากเกม DOOM III) มันยังอุตสาห์มีลูกน้อยไว้จู่โจมระดับรากหญ้าเหมือนสัตว์ประหลาดรุ่นพี่ทั้งหลาย
หวนคิดถึง The Blair Witch Project หนังอินดี้สุดดังเมื่อกว่าสิบปีก่อน แม้สัตว์ประหลาดถล่มเมืองจะสร้างความระทึกได้มากกว่าผีแม่มดเยอะก็เถอะ ด้วยมุมกล้องแบบบุคคลที่หนึ่งของตากล้องมือสมัครเล่น (ในหนังฟ้องอย่างนั้น) สัตว์ประหลาดยักษ์ว่าน่ากลัวแล้ว เจอภาพสุดเหวี่ยงบนจอใหญ่ๆนี่แหล่ะคือความสยองของจริง เพื่อนผมตาลายจนอ๊วกแตกมาแล้วตอนไปดู The Blair Witch Project (ส่วนผมเหมือนกำลังเล่นหมุนรอบตัวเองสัก ๑๐ รอบ) ฉะนั้น CLOVERFIELD อาจเป็นฝันร้ายของผู้สูงวัยที่ไม่คุ้นชินกับความหวือหวาอย่างนี้ แต่สำหรับวัยโจ๋อย่างเรารับได้อยู่แล้ว ไม่งั้นเล่นเกมเคาน์เตอร์สไตรค์ไม่ไหวหรอก (ฮา)
ลูกเล่นและการออกแบบงานสร้างของ CLOVERFIELD น่าสนใจมาก (รองลงมาคือการออกแบบเสียง) ท่ามกลางเหตุการณ์ที่เป็นธรรมชาติ และไหลลื่นน่าตื่นเต้นนี้ อยากรู้จริงๆว่ามีกระบวนการคิดและเขียนบทอย่างไร เพราะหนังดูคล้ายสารคดี แต่การแทรกของภาพเดิมจากที่ผู้ใช้ rewind เทปเพื่อดูสิ่งที่ถ่ายไว้ (วันชื่นคืนสุขของร็อบกับเบต) สลับกับวันวิปโยคจากสัตว์ประหลาดบุก กลับลงตัวในการเล่าเรื่องอย่างหนังฮอลลีวู๊ด ผมสนุกตื่นเต้นตลอดเวลาเหมือนกำลังดูรายการ เรื่องจริงผ่านจอ ยังไงอย่างนั้น นี่ถ้าดีวีดีของ CLOVERFIELD วางจำหน่ายเมื่อไหร่ ผมจะคว้ามาศึกษาเบื้องหลังการถ่ายทำเป็นอันดับแรก
ถ้าหนังจบแล้วโชว์ยี่ห้อกล้องวีดีโอด้วยล่ะแจ่มเลย เพราะกล้องในหนังโคตรทนมาก (กล้องคงเป็นระบบเทปDV) มันตกจากที่สูง เจอทั้งฝุ่นควัน ผ่านสถานการณ์สมบุกสมบันมากมาย ฯลฯ ไม่พังครับ ถ่ายภาพได้ชัดเจนแม้ในที่มืด เกรนแตกแทบไม่มี แถมแบตเตอรี่เหมือนกับจะไม่มีวันหมด (เหตุการณ์ในหนังเกิดขึ้นประมาณ ๗ ชั่วโมง) ผมอยากด๊าย ....อยากได้