โอปปาติก (โอ-ปะ-ปา-ติ-กะ) ทางพุทธศาสนาหมายถึง สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นมาแล้วโตเต็มที่ในทันทีทันใด โดยมีอำนาจของพลังกรรมเป็นตัวสนับสนุน ไม่ต้องผ่านขั้นตอนการวิวัฒนาการเหมือนสัตว์ทั่วไป ศดก (นิรุตติ์ ศิริจรรยา) โอปปาติกผู้หลงใหลความเป็นอมตะ แต่อุปสรรคอย่างเดียวที่คอยขัดขวางไม่ให้ความต้องการของศดกเป็นจริง ก็คือ จิรัสย์ (สมชาย เข็มกลัด) โอปปาติกอมตะที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างลึกลับ ศดกจึงออกคำสั่งให้ ธุวชิต (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) ทาสมนุษย์ผู้ซื่อสัตย์ ร่วมมือกับ เตชิต (ลีโอ พุฒ) โอปปาติกหน้าใหม่ ตามล่าโอปปาติกตนอื่นๆเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง ในขณะเดียวกันก็เกิดการปรากฏตัวของ ปราณ หญิงสาวลึกลับออกมาปั่นป่วนหัวใจ เหล่าโอปปาติกทั้งหลายถูกดึงดูดมารวมกันโดยมีปราณเป็นจุดเชื่อมโยง การต่อสู้แบบ Highlander ล่าข้ามศตวรรษ อุบัติขึ้น และคนดูก็ได้แต่ดีใจเมื่อหนังจบลงสักที (อ้าว)
สับสน เข้าใจยากเกินความจำเป็น โอปปาติก ไม่ใช่แค่ชื่อหนังที่เรียกยากอย่างเดียว เพราะบรรดาชื่อตัวละครทั้งหมดล้วนไม่ถนัดลิ้น ตั้งชื่อเสียพิลึก ยอมรับว่า ธนกร พงษ์สุวรรณ (Fake โกหก...ทั้งเพ, เอ็กซ์แมน แฟนพันธุ์เอ็กซ์) เป็นผู้กำกับเปี่ยมความคิดสร้างสรรค์และวิสัยทัศน์ หนังทั้งสองเรื่องที่ผ่านมาเกือบไปสุดๆก็เหมือนมีการแตะเบรกผิดจังหวะ ทว่าผลงานล่าสุด โอปปาติก ซึ่งใช้ระยะเวลาสร้างถึง ๒-๓ ปี มีโปรดัคชั่นใหญ่โต.... กลับเป็นหายนะทางความบันเทิง ผมเป็นห่วงทั้งรายได้และคำวิจารณ์จริงๆครับ หน้าหนังนี่ดึงดูดหายห่วง แต่กระแสปากต่อปากจะฉุดกระชากหนังเรื่องนี้แน่ๆ
หนังมีความทะเยอทะยานที่จะสร้างแนวแอ็คชั่นแฟนตาซีให้สู้ของนอกอย่าง X –MEN ด้วยการห้ำหั่นกันของเหล่าผู้มีพลังพิเศษ แต่ของเรากิ๊บเก๋กว่าเมื่อเหล่าอมนุษย์ปรากฏตัวในรูปของนายแบบหนุ่ม (ฮา) ด้านเอฟเฟคเนียนโอเคแล้วครับ แต่เหลือตรงบทนี่แหล่ะที่ยังไม่ลงตัวตามประสาหนังไทย ว่ากันตามตรงหนังมีคาแรคเตอร์ที่น่าสนใจหลายตน เช่น ไปศล (ชาคริต แย้มนาม) กับการฆ่าใครก็ตามจะก่อให้เกิดบาดแผลทั่วร่างตนเอง หรือ เตชิต (ลีโอ พุฒ) ที่เมื่อใช้สัมผัสพิเศษจะเสียสัมผัสปกติ ฯลฯ น่าเสียดายยังสร้างความผูกผันระหว่างคนดูกับตัวละครได้ไม่มากพอ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกโอปปาติกมันหลง ปราณ (เชอร์รี่ เข็มอัปสร) หัวปักหัวปำได้ยังไง ผมเห็นแค่ปราณเยื้องย่างเป็นนางแบบไปทั่ววัด หรืออย่าง จิรัสย์ (สมชาย เข็มกลัด) ที่พยายามจะเตือนเพื่อนๆโอปปาติกถึงอันตรายที่มาจากปราณ ก็ไม่เห็นจะบอกกล่าวเป็นชิ้นเป็นอันตรงไหน สื่อสารไม่ดีแล้วใครมันจะเข้าใจ
ผมชอบประเด็นหนังที่สะท้อนผลกรรมของการฆ่าตัวตายนะ แต่การที่หนังดูวกวนไม่มีที่ไปที่มาชัดเจน จึงสร้างความสับสนให้คนดูโดยไม่จำเป็น เสียงบรรยายเรื่องผ่านสายตาของ ธุวชิต (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) แทนที่จะพูดให้สั้นๆได้ใจความ กลับพายเรืออยู่ในอ่าง ย้ำไปย้ำมาจนน่ารำคาญ พอๆกับการโชว์ความสามารถของเหล่าโอปปาติกะ โดยเฉพาะซีนของ เตชิต (ลีโอ พุฒ) ที่เป็นพลังหยั่งรู้สีเขียวๆคือมันบ่อยและนานจนจังหวะหนังมันเสียไป
ความสัมพันธ์ของตัวละครแต่ละตัวให้น้ำหนักเบาจนสัมผัสไม่ถนัด เช่น อรุษ (เร แม็คโดแนลด์) กับ รามิล (อธิป นานา) ตามเรื่องย่อบอกว่าเป็นสองโอปปาติกเพื่อนแท้ชนิดตายแทนกันได้ ก็ไม่เห็นมันแสดงความรักและความสนิทสนมตรงไหน หรืออย่าง ธุวชิต ทำไมถึงจงรักภักดีกับ ศดก เหลือเกิน หนังก็ไม่ได้ปูพื้นหลังไว้ มันจึงมีแต่ตัวละครมิติแบนๆ มาสู้ๆกัน แล้วก็จบ ยิ่งฉากจบนะครับ อย่าให้ผมแฉ แถหาทางออกได้ง่ายมาก.... เรียกว่านอกจากตกม้าตายตั้งแต่ต้นแล้วยังถูกม้ากระทืบซ้ำจนป่นอีก
การบันทึกเสียงและฉากแอ็คชั่นของหนังทำออกมาดี นอกจากค่าใช้จ่ายนักแสดงคิวทองหลายคน เงินทุนหลายสิบล้านคงหมดลงตรงนี้ หนังใช้ลูกกระสุน และบรรดาตัวประกอบ(วิ่งพล่านมาตาย)อย่างสิ้นเปลือง แต่ในเมื่อไม่รับกับเรื่องราวที่หนักแน่นพอ ความหมายก็เลยน้อยไป เมื่อเจตนาของหนังต่างจากแอ็คชั่นไร้สติแบบ Shoot ’em up ยิงxxxเลย (ที่ผมชอบ) เพราะเหมือนจะตั้งใจให้ซีเรียสกว่าการเป็นการ์ตูน ผมกลับไม่ปลื้มตรงนี้เลยครับ จะเอามันส์ก็พูดไม่เต็มปาก
.....หวังไว้ว่า โอปปาติกะ จะผันตัวเองเป็นหนังคัลท์สำเร็จ
.....หวังไว้ว่า โอปปาติกะ จะผันตัวเองเป็นหนังคัลท์สำเร็จ คำนี้อีกแกต้องการอะไร วิจารณ์งี้คนเขาคงไม่อยากไปดูหรอก