
ผมมีเพื่อนเกือบสนิทชื่อพี่โป้ กฤษณะ นพคุณ นักเขียนการ์ตูนไทคอมิคผู้มีผลงานน่าตื้นตันเรื่อง วานรเหล็กไหล วันหนึ่งตัดสินใจชวนเขาไปเลาะอุบลฯ บ้านอีกหลังของผม
เพราะช่วงรอรถไฟเทียบชานชาลา ผมเตร่ชมชีวิตหน้าลานย่าโม ผู้คนนั่งดูดวงกับหมอไม่ประกันความแม่นประปราย ท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านั้นก็เห็นเขา
" หมอดูบอกว่านี่จะมีดวงได้เดินทาง"
นี่คือเขา พี่โป้มักใช้สรรพนามแทนตัวว่า นี่ เสมอ
อดแปลกใจไม่ได้ที่ผมชวนเล่นๆ แต่พี่โป้กลับไปจริงๆ บอกว่าเมืองดอกบัวมันไกล ตอนกลางคืนถ้าร้องไห้กลับบ้านผมไม่มีทางมาส่งแน่ พี่โป้ก็ไม่กลัว ตอนท้ายผมรู้ว่าที่เขากล้าไปเพราะผมกล้าออกค่าใช้จ่ายให้ตลอดรายการ
บนรถไฟไม่มีทางนั่งทอดหุ่ยจนเกรียม เราสองคุยกันเหมือนกลัวปากแห้ง ช่วงแรกวิวาทะกันสนุกสนานจนคนรอบข้างรำคาญ สละพื้นที่ให้เราเกือบทั้งโบกี้
ถ้าได้คุ้นเคยกับคนชื่อ กฤษณะ นพคุณ ต้องทำใจเมื่อรู้ว่าเขาช่างอำ และกวนโทโสอย่างน่าหมั่นไส้ เหมือนรักการขัดคอชาวบ้าน นั่งคุยกับเขานานร่วมหกชั่วโมง จึงเป็นการวัดความยับยั้งชั่งใจรูปแบบหนึ่ง เมื่อบทสนทนาเข้มข้นขึ้นตามลำดับ ทั้งเรื่องการเมืองและการมั่ว ใครสักคนก็ทนไม่ไหว
" .......กฎหมายมักจะคุ้มครองคนผิดอยู่เสมอ ถ้าผมถีบพี่โป้ลงจากรถไฟ พี่โป้จะมาถีบผมคืนไม่ได้นะครับ ต้องปล่อยให้เรื่องเข้าสู่กระบวนยุติธรรมตามตัวบทกฎหมาย ผมอาจถูกปรับหรือจำคุกก็แล้วแต่ ความจริงสุดท้ายคือผมจะไม่มีวันลิ้มรสชาติการถูกถีบตกรถไฟเหมือนพี่โป้"
เพื่อนชายของผมสะดุ้ง ตกใจว่าตนผิดอะไรจึงคิดขับไล่รุนแรงปานนั้น
เราแลกเปลี่ยนความเห็นกันรุนแรงจนแทบแลกหมัดรอมร่อ
" นี่แลกหมัดกับบอยแน่ถ้านี่เป็นหมานะ มีเยอะไม่หวงหรอก" เขาโอ่
......................................
พี่โป้เป็นคนบ้านนาจึงมีมุกควายเป็นฝูง ต้อนมาแต่ละทีหลบไม่ทัน
ผมกลั้นหัวเราะแทบแย่
ข่าวหน้าหนึ่งในวันนั้น คือเหล่าวัยรุ่นชายรุมย่ำยีเด็กหญิงเก้าขวบอย่างหฤโหด ผมแสดงความโกรธแค้นถึงพริกถึงขิง การประหารเท่านั้นจึงจะสาสม แม้พวกมันยังเป็นเยาวชนก็ตาม
" ต้องลงโทษให้เข็ดหลาบ เรายังเห็นคดีข่มขืนเกิดซ้ำซาก มันต้องยิงเป้าพี่ ไม่งั้นมันไม่กลัว"
แต่พี่โป้เห็นต่าง ความตายไม่ใช่การตัดสินแน่นอน
" โอกาสสมควรมอบให้บ้าง" เขาว่า
" ยิงเป้าเหอะพี่ผมขอร้อง"
" องคุลีมาลฆ่าคนตั้งมากยังกลับใจ"
" ถ้าไม่ยิงเป้าแล้วจะทำยังไง" ผมชักรำคาญ
" เตะเป้า"
" .. !?! ."
" เตะเป้าแทนยิงเป้า !!"
พี่โป้เสนอไอเดียการขึงพรืดนักโทษประหารให้ถ่างขาออกกว้างๆ เพื่อรับการเตะเต็มแรงของเพชฌฆาต ผมถึงกับสูดปากเสียวหว่างไข่เมื่อคิดติดตาม สมกับเป็นนักเขียนการ์ตูนถนัดคิดสร้างสรรค์
แล้วเราก็สาละวนกับการวิจารณ์ทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นข้าวเหนียวไก่ย่างในมือคนอื่น หญิงสาวที่มากับแฟน กระทั่งคำเตือนบนผนังรถไฟ ระวังสะพาน อย่าชะโงกหรือยื่นแขนขาออกจากตัวรถ
ช่างเป็นประโยคชวนขันสำหรับเตือนคนปัญญาอ่อนไหว เสียงลั่นเหมือนประตูนรกเปิดขนาดนั้น ไม่ต้องอ่านหนังสือออกก็ย่อมจะรู้ดีว่าเวลารถไฟผ่านสะพานมันอันตราย
" แล้วคำอธิบายต่อเติมอย่าง อย่าชะโงก ใครมันจะบ้าชะโงกวะ ถ้าไม่อยากดูให้แน่ใจว่ามันเป็นสะพานหรือเปล่า"
" อย่ายื่นแขนขาออกจากตัวรถ เห็นอะไรแว่บๆแล้วอยากลองจับว่ามันใช่ราวสะพานจริงไหม"
ที่สุดเราก็คิดได้ว่าผู้รับประโยชน์จากคำเตือนนี้แน่แท้เป็นคนหูหนวก และคนที่จะได้รับอันตรายคือคนโง่อย่างรุนแรง เรามองหน้ากันก่อนจะยักไหล่ให้สันดาน
ต่อมาบนรถไฟขบวนนั้น ผมกับพี่โป้ผลัดกันแต่งเรื่องการ์ตูนที่สมควรฮิตในภายภาคหน้า
" นี่อยากเขียนเรื่อง กูล่ะเก่ง"
ผมพยักหน้าเป็นสัญญาณว่าจะไม่ทำการขัดจังหวะใดๆ เชิญเล่าต่อตามสะดวก
" เริ่มฉากแรกไอ้พระเอกอยู่ในโรงพยาบาลบ้า มันสารภาพกับหมอสาวแสนสวยว่าเพราะโลกภายนอกมีแต่คนที่อวดเก่ง มีแต่คนอวดดี เลยมาอยู่ที่นี่สบายใจกว่า"
......ผมไม่ปิดความสงสัยว่าเขากำลังเล่าเรื่องจริงของตัวเองอยู่หรือเปล่า (ฮา) แต่ก็คิดว่าเป็นไอเดียที่น่าสนใจ
" โลกภายนอกมีทั้งพวกบ้าอยากเป็นญี่ปุ่น อยากเป็นดารา อยากเป็นอย่างใครก็ได้ยกเว้นตัวเอง เก่งๆกันทั้งนั้น แล้วโรงพยาบาลบ้าคือความหวังสุดท้ายของคนไม่เก่ง"
ผมแกล้งถลึงตา พี่โป้ไม่เขว
" แต่หมอสาวนางเอกของเรื่องก็ยังคิดว่า กูล่ะเก่ง โดยการพยายามรักษาไอ้พระเอกให้หายจากโรคเบื่อคนเก่ง !! "
" โอ้ !"
คมมาก บาดใจกันเสียแล้ว
นี่มันพลอตการ์ตูนตลกโรแมนติกชั้นดีนี่หว่า
ใครต่อใครหลงคิดว่าตัวเองเก่ง ตัวเองเจ๋ง ตัวเองดี เพราะว่ามีอีโก้อัดแน่น(EGO) เราทุกคนต่างมีอีโก้ พี่โป้เล่าการ์ตูนเรื่องนี้มีเจตนาหลอกด่ากันหรือเปล่า.........
ผมนอกเรื่องทันควันอย่างปฏิกิริยาตอบสนอง
" ผมมีอีโก้เป็นเพื่อน มันเป็นกระเทยขี้เหงา"
เขาทำตาปริบๆที่ผมบังอาจชงมุกกินเองซึ่งหน้า
" แม่ค้าเขียงหมูมีสิ่งที่เหนือกว่าอีโก้ว่ะ" สังหรณ์จะถูกควายขวิด
พี่โป้เสียงเรียบ
" อีโต้" (กูว่าแล้ว)
กูล่ะเก่งอีกครั้ง ......
" พระเอกของเรื่องชื่อ โก้ หรือ ไอ้โก้ มันมักหงุดหงิดฟ้าที่ไม่ยอมประทานลงมาสักที เมื่อก่อนที่ไม่มีอีโก้ มันคิดว่าเป็นเพราะไม่ใช่ผู้หญิง"
ผมเดาะลิ้น
" ในตอนจบมันเกิดความรู้สึกว่า กูก็ ทำได้ ทำไปทำมาถึงไม่ประสบความสำเร็จยังบอกตัวเองว่า ได้ทำ"
แหม... กูล่ะเก่งจริงๆ
เขาหัวเราะแกมเย้ย
" ภาคสองของ กูล่ะเก่ง นี่คิดไว้แล้วคือ กูล่ะบ้า"
" โอ้ โอ้ !"
อุทานสองจังหวะจากผม กูจะบ้าแล้ว
มันต้องโคตรสนุกแน่ ถ้าพี่โป้ไม่รีบเขียนเป็นการ์ตูนผมจะชิงเสกเป็นนิยายก่อน
โดยมี กูล่ะเบื่อ เป็นภาคจบ